อยู่ระหว่างขอใบอนุญาตจากสภาวิชาชีพบัญชี (TFAC) — เปิดให้ลงทะเบียนเร็วๆ นี้
การประกอบธุรกิจ

อยากทำธุรกิจเพาะพันธุ์สุนัข-แมว ต้องรู้อะไรบ้าง — คู่มือเริ่มต้นสำหรับมือใหม่ (อัปเดต 2569)

บุณฑริก กลิ่นภักดี
อยากทำธุรกิจเพาะพันธุ์สุนัข-แมว ต้องรู้อะไรบ้าง

สรุปสั้น

อยากทำธุรกิจเพาะพันธุ์สุนัข-แมวให้ถูกกฎหมายและอยู่รอด ต้องเตรียม 3 เรื่องหลัก คือ (1) ความรู้การเพาะพันธุ์และการดูแลสัตว์ (2) การจดทะเบียนและภาษี — จดทะเบียนพาณิชย์ภายใน 30 วันหลังเริ่มกิจการ และเสียภาษีเงินได้ตามจริง และ (3) การทำตามกฎหมายสวัสดิภาพสัตว์ (พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรมฯ พ.ศ. 2557) ตลาดสัตว์เลี้ยงไทยโตต่อเนื่องจากเทรนด์ Pet Humanization จึงเป็นโอกาสที่ดี แต่ต้องเริ่มให้ถูกตั้งแต่วันแรก

ธุรกิจนี้เหมาะกับใคร และน่าทำไหม

สำหรับเราที่เป็นคนรักน้องหมามาก ขอบอกเลยว่า ธุรกิจนี้เหมาะกับคนที่รักสัตว์จริง มีเวลาดูแล และพร้อมทำให้ถูกกฎหมาย ไม่ใช่แค่อยากได้เงินเร็ว อันนี้สำคัญนะคะ!

ข่าวดี คือ ตลาดสัตว์เลี้ยงไทยเติบโตแรงต่อเนื่อง จากกระแส Pet Humanization ที่คนมองสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกครอบครัว ยอมจ่ายเพื่อสุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีของสัตว์ บวกกับสังคมโสด (เพื่อนๆ เราที่อายุ 40อัพ เนี่ย โสดเยอะมาก และเลี้ยงน้องหมา น้องแมวด้วย) ครอบครัวเล็ก และสังคมสูงวัย ทำให้ความต้องการลูกสุนัข-ลูกแมวพันธุ์ดีมีต่อเนื่อง แต่ข่าวที่ต้องระวังคือ ธุรกิจนี้ “เข้าง่าย แต่อยู่ยาก” เพราะมีต้นทุนแฝงสูงนะคะ เช่น ค่าอาหาร ค่าวัคซีน ค่ารักษา ค่าสถานที่ และที่สำคัญ ชีวิตเราต้องผูกกับชีวิตสัตว์ที่ต้องดูแล 24 ชั่วโมง เพราะงั้น ถ้าเราทำเพราะรักและพร้อมลงแรงจริง ธุรกิจนี้ไปได้ไกลแน่นอนค่ะ

ต้องมีความรู้พื้นฐานอะไรบ้างก่อนเริ่ม

ที่สำคัญเลย อย่างน้อยต้องรู้เรื่องสายพันธุ์ การผสมพันธุ์ การดูแลสุขภาพ และการป้องกันโรค

เราแนะนำให้สะสมความรู้ก่อนเริ่มลงทุน โดยเริ่มทำความเข้าใจสายพันธุ์ที่จะเพาะ (นิสัย โรคประจำพันธุ์ ความต้องการของตลาด) ตามด้วยเรื่องของการผสมพันธุ์อย่างถูกหลัก เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา เช่น ลูกอ่อนแอ และในเรื่องโภชนาการและการดูแลแม่พันธุ์-ลูกสัตว์ ในช่วงตั้งท้องและหลังคลอด และการป้องกันโรคและวัคซีน ที่ต้องทำตามตารางอย่างเคร่งครัด ถ้ายังไม่มั่นใจ ควรหาสัตวแพทย์ประจำไว้ปรึกษาตั้งแต่ต้น เพราะค่ารักษาเมื่อสัตว์ป่วย ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะแพงมากกว่า ค่าใช้จ่ายที่เราป้องกันไม่ให้น้องป่วย

ต้องจดทะเบียนและเสียภาษีอย่างไร

ขั้นตอนพื้นฐานที่เราต้องทำ

  1. จดทะเบียนพาณิชย์ ภายใน 30 วันนับจากวันเริ่มประกอบกิจการ ที่สำนักงานเขต/เทศบาล/อบต. ในพื้นที่ (กรณีขายออนไลน์ก็ต้องจด) และติดต่อทางปศุสัตว์ในพื้นที่เพื่อขอใบอนุญาตค้าสัตว์
  2. เลือกรูปแบบกิจการ — เริ่มเล็กเป็น บุคคลธรรมดา เสียภาษีแบบขั้นบันได (0–35%) หรือจดเป็น นิติบุคคล (บริษัท) เสียภาษีจากกำไรสุทธิ (SME มีอัตราพิเศษ) เมื่อรายได้/กำไรเริ่มมาก การเป็นบริษัทมักประหยัดภาษีและน่าเชื่อถือกว่า
  3. ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย เก็บใบเสร็จค่าอาหาร ค่าวัคซีน ค่ายา ค่าพ่อแม่พันธุ์ ไว้เป็นค่าใช้จ่ายหักภาษี — ข้อนี้มือใหม่พลาดบ่อยที่สุด

กฎหมายและใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง

หัวใจคือ พ.ร.บ. สวัสดิภาพสัตว์ฯ พ.ศ. 2557 และกฎเกณฑ์ของกรมปศุสัตว์

กฎหมายหลักที่ต้องรู้คือ พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 ซึ่งกำหนดให้ผู้ดูแลต้องจัดสวัสดิภาพที่เหมาะสมแก่สัตว์ (อาหาร น้ำ ที่อยู่ การรักษา) และห้ามทารุณกรรมโดยไม่มีเหตุอันสมควร หากฝ่าฝืนมีทั้งโทษปรับและจำคุก นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ที่การเคลื่อนย้ายสัตว์ข้ามจังหวัดและการค้าสัตว์อาจต้องขออนุญาต/มีใบอนุญาตจากกรมปศุสัตว์ และกรมปศุสัตว์ยังมี มาตรฐานฟาร์มสุนัข (แบบสมัครใจ) ที่ถ้าผู้ประกอบการทำได้จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือมาก เราแนะนำให้โทรหรือเข้าไปคุยกับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่ก่อนเปิดฟาร์ม เพื่อให้ได้ข้อมูลล่าสุดและถูกต้องตรงพื้นที่

สถานที่และการตลาด

สถานที่ต้องสะอาด ถ่ายเทอากาศดี มีพื้นที่พอ ส่วนการตลาดให้เน้น “ความน่าเชื่อถือ” นะคะ

ด้านสถานที่ ต้องสะอาด ถูกสุขลักษณะ ระบายอากาศดี มีพื้นที่เพียงพอ และคำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์เป็นหลัก เอาง่ายๆ ให้น้องอยู่ในพื้นที่ที่น้องสบายตัวมากที่สุด

ส่วนการตลาดยุคนี้ เราบอกได้เลยว่าออนไลน์สำคัญมาก เราสามารถสร้างเพจ/โซเชียล ลงรูปและคลิปจริงของฟาร์ม โชว์ใบเพ็ดดีกรี ประวัติวัคซีน และการดูแล เราอยากให้ผู้ประกอบการมีหลักยึดที่สำคัญ คือ สิ่งที่ขายได้ระยะยาวไม่ใช่ราคาถูก แต่คือ ความน่าเชื่อถือและความโปร่งใส ลูกค้ายุคนี้ตรวจสอบเก่ง ถ้าน้องเลี้ยงดี เปิดเผยข้อมูลจริง บอกต่อปากต่อปากจะตามมาเอง

ข้อควรระวังที่พี่ๆ ผู้ประกอบการแนะนำ

ข้อคิดเห็นของพี่ ๆ ผู้ประกอบการ รวมถึง เพื่อนเราที่เป็นสัตวแพทย์ที่เข้าไปช่วยดูแลฟาร์ม ฝากมาให้ผู้ประกอบการใหม่เป็นข้อคิดนะคะ

  1. เราประเมินต้นทุนต่ำไปหรือเปล่า พวกเรามือใหม่อาจคิดแค่ค่าพ่อแม่พันธุ์ แต่ลืมค่าอาหาร (อาหารเกรดดีๆ ด้วยนะ) ค่าวัคซีน ค่าหมอ ค่าน้ำไฟ ค่าทำความสะอาด ที่เกิดทุกวันไม่ว่าจะขายได้หรือไม่ อยากให้ประมาณการกันก่อนนะคะ
  2. เราไม่ทำบัญชีตั้งแต่วันแรก ปวดหัวแน่นอน พอถึงเวลายื่นภาษีแล้วไม่มีใบเสร็จมาหักค่าใช้จ่าย ซึ่งทำให้เสียภาษีมาก ที่สำคัญ ธุรกิจใดๆ เราแนะนำให้แยกบัญชีส่วนตัวกับธุรกิจที่เราทำตั้งแต่บาทแรก อันนี้สำคัญมากค่ะ
  3. กฎหมายสำคัญนะคะ อย่ามองข้าม เราเลี้ยงน้องในพื้นที่อึดอัด แน่นเกินไป สถานที่ไม่ถูกสุขลักษณะ น้องไม่สบายตัว นอกจากผิดกฎหมายแล้วยังเสียชื่อเสียงถ้าถูกร้องเรียนด้วยนะคะ
  4. อย่าคิดถึงแต่เงิน เห็นใจน้องด้วย ถ้าเราเพาะถี่เกินไปจนแม่พันธุ์ทรุด มองแต่หารายได้ ทำกำไร สุดท้ายแม่พันธุ์ป่วย ลูกอ่อนแอ เราอาจขาดทุนหนักกว่าเดิม
  5. ไม่มีสัตวแพทย์คู่ใจ อันนี้สำคัญเลย บางทีผู้ประกอบการไม่ได้สนใจ แต่พอสัตว์ป่วยแล้วหาคุณหมอไม่ทัน ความเสียหายสูงมากนะคะ เพราะงั้น ถ้าเรามี connection กับสัตวแพทย์ไว้ จะดีมากค่ะ

คำถามที่พบบ่อย

เราไม่ได้จดบริษัท เพาะพันธุ์น้องสุนัข น้องแมวขาย เราต้องเสียภาษีไหม

เสียสิค่ะ แม้เราเป็นบุคคลธรรมดาก็ต้องเสียแบบขั้นบันไดจากกำไร ที่สำคัญเลย ใบเสร็จค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ ต้องเก็บไว้ให้หมดเลยนะคะ สิ่งนี้จะช่วยให้เสียภาษีตามจริงและไม่มากเกินไป

ทำเป็นบุคคลธรรมดา หรือจดบริษัทดีกว่ากัน

อย่าใจร้อนค่ะ แนะนำว่า ช่วงเริ่มต้นที่รายได้ยังไม่มาก เราทำเป็นบุคคลธรรมดาง่ายและประหยัดกว่า ถ้ารายได้ ถ้ากำไรเริ่มมากขึ้น ให้ลองมาทบทวนกันว่าการจดบริษัทจะประหยัดภาษีกว่าหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ เราจะดูน่าเชื่อถือกว่าในนามบริษัท ดังนั้น เราแนะนำให้ผู้ประกอบการปรึกษานักบัญชีเพื่อหาจุดคุ้มทุนที่เหมาะกับน้อง

เราขายออนไลน์อย่างเดียว ไม่มีหน้าร้าน ต้องจดทะเบียนพาณิชย์หรือเปล่า

ต้องจดค่ะ การขายสัตว์เลี้ยงผ่านออนไลน์ก็ถือเป็นการประกอบพาณิชยกิจ ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ภายใน 30 วันนับจากเริ่มกิจการ ที่สำนักงานเขต/เทศบาล/อบต. ในพื้นที่

เกี่ยวกับผู้เขียน

บุณฑริก กลิ่นภักดี

ที่ปรึกษาฝ่ายภาษีบริษัทข้ามชาติ และที่ปรึกษาการประกอบธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ SMEs

อยากเก็บชั่วโมง CPD ให้ครบปีนี้?

ดูคอร์สอบรมออนไลน์ของ cpdclass — เรียนจบรับใบประกาศพร้อมยื่นสภาฯ

ดูคอร์สทั้งหมด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ไม่มีใบเสร็จ ทำอย่างไร? จัดทำใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินให้ถูกต้อง
บัญชี

ไม่มีใบเสร็จ ทำอย่างไร? จัดทำใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินให้ถูกต้อง (อัปเดต 2569)

“จ่ายเงินจริงแต่ไม่มีบิล” เป็นปัญหาคลาสสิกของเจ้าของธุรกิจ ทั้งซื้อของร้านเล็ก ค่าบริการย่อย หรือรายจ่ายกะทันหัน บทความนี้สรุปวิธีใช้ “ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน” ให้ถูกต้อง ตั้งแต่องค์ประกอบที่ต้องมี การแยกรายจ่ายตามมูลค่า ไปจนถึงข้อจำกัดเรื่อง VAT และข้อพลาดที่ทำให้สรรพากรไม่ยอมรับ

บุณฑริก กลิ่นภักดี
การแบ่งแยกหน้าที่ในระบบ IT
การควบคุมภายใน

การแบ่งแยกหน้าที่ในระบบ IT (Segregation of Duties) — ความรู้เบื้องต้นที่นักบัญชีควรรู้

นักบัญชียุคนี้ทำงานบนระบบ IT แทบทั้งหมด การเข้าใจหลักแบ่งแยกหน้าที่ ในระบบจึงไม่ใช่เรื่องของฝ่าย IT อย่างเดียว บทความนี้สรุปแบบเข้าใจง่าย ว่าทำไมต้องแยกหน้าที่ จุดไหนในระบบที่ต้องแยก และถ้าองค์กรเล็กแยกคนไม่ได้จะทำอย่างไร — เป็นความรู้พื้นฐานที่ช่วยให้นักบัญชีมองเห็นความเสี่ยงของข้อมูลที่ตัวเองดูแล

Sornron Thongprasert
ภาษีค่าโฆษณา Facebook / Google Ads
ภาษีอากร

ภาษีค่าโฆษณา Facebook / Google Ads — เจ้าของธุรกิจต้องทำอะไรบ้าง

ภาษีจากการยิงโฆษณา Facebook และ Google เป็นเรื่องที่เจ้าของธุรกิจออนไลน์พลาดกันมากที่สุด โดยเฉพาะการลืมยื่น ภ.พ.36 ที่สรรพากรตรวจเจอแล้วเรียกเก็บย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ บทความนี้สรุปภาษีค่าโฆษณาออนไลน์ให้ครบและถูกต้องตามกฎหมายล่าสุด แยกระหว่างธุรกิจที่จด VAT กับไม่จด VAT และข้อพลาดที่ต้องระวัง

พรชัย ศิริกิจพาณิชย์กูล