จดทะเบียนสรรพสามิต ใครต้องจด ยื่นเมื่อไร ที่ไหน และแจ้งราคาขายปลีกแนะนำอย่างไร พร้อมเช็กลิสต์ก่อนเริ่มกิจการ

สรุปสั้น
ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ประกอบกิจการสถานบริการ ในพิกัดสรรพสามิต ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนตามแบบ ภส.01-01 ภายในสามสิบวันก่อนวันเริ่มผลิต เริ่มนำเข้า หรือเริ่มให้บริการ ที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ (โรงอุตสาหกรรมหรือสถานบริการแยกยื่นรายแห่ง) ส่วนผู้ผลิตและผู้นำเข้าแจ้งราคาขายปลีกแนะนำด้วยแบบ ภส.02-01 ก่อนวันยื่นแบบรายการภาษีหรือก่อนนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าทัณฑ์บน แล้วแต่กรณีใดเกิดก่อน
บทความนี้ไล่ตามลำดับงานจริง ตั้งแต่ใครต้องจดทะเบียนสรรพสามิต ยื่นเมื่อไรและที่ไหน การแจ้งราคาขายปลีกแนะนำ เหตุการณ์หลังจดทะเบียน จนถึงเช็กลิสต์ท้ายบท
ใครต้องจดทะเบียนสรรพสามิต
พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 มาตรา 32 กำหนดผู้ที่ต้องจดทะเบียนสรรพสามิตไว้สามกลุ่ม คือ ผู้ประกอบอุตสาหกรรม ผู้นำเข้า และผู้ประกอบกิจการสถานบริการ ของสินค้าหรือบริการที่อยู่ในบัญชีพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตท้ายพระราชบัญญัติ
ตามนิยามในมาตรา 4 ผู้ประกอบอุตสาหกรรมคือเจ้าของโรงอุตสาหกรรม ผู้นำเข้าคือผู้นำของเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร และผู้ประกอบกิจการสถานบริการคือเจ้าของสถานบริการ โดยนิยามของกลุ่มแรกและกลุ่มสุดท้ายรวมถึงผู้จัดการหรือผู้รับผิดชอบการดำเนินงานด้วย
บัญชีพิกัดมี 21 ตอน ตอนที่ 1 ถึง 16 เป็นสินค้า เช่น น้ำมัน เครื่องดื่ม แบตเตอรี่ รถยนต์ เครื่องหอมและเครื่องสำอาง สุรา และยาสูบ ตอนที่ 17 ถึง 21 เป็นบริการ เช่น กิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ และกิจการเสี่ยงโชค ตอนที่ 16 และ 21 ยังเปิดช่องให้กำหนดสินค้าและบริการอื่นเพิ่มได้โดยพระราชกฤษฎีกา งานแรกจึงเป็นการตรวจว่าสินค้าหรือบริการของกิจการอยู่ในพิกัดหรือไม่ ถ้าไม่แน่ใจ ให้ถามสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่
กิจการที่ซื้อสินค้ามาขายต่อโดยไม่ได้ผลิตหรือนำเข้าเอง ไม่อยู่ในสามกลุ่มที่ต้องจดทะเบียนตามมาตรา 32 (เรื่องใครมีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิต รวมถึงกรณีบุคคลอื่นที่กฎหมายกำหนด อ่านได้ในบทความ ภาษีสรรพสามิต ความรู้เบื้องต้นที่นักบัญชีและผู้ประกอบการควรรู้) แต่คำว่าผลิตในมาตรา 4 รวมถึงการปรับปรุง แปรรูป หรือแปรสภาพสินค้า กิจการที่ทำสิ่งเหล่านี้กับสินค้าในพิกัดจึงควรตรวจกับสรรพสามิตพื้นที่ก่อน
ส่วนสุรา ยาสูบ และไพ่ นอกจากการจดทะเบียนของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าแล้ว ยังมีเรื่องใบอนุญาต (รวมถึงใบอนุญาตขาย) แยกต่างหากในหมวด 2 ของพระราชบัญญัติ ซึ่งอยู่นอกขอบเขตบทความนี้
ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนสรรพสามิตเมื่อไร
มาตรา 32 (2) กำหนดให้กิจการที่เริ่มใหม่ยื่นคำขอตามแบบที่อธิบดีกำหนด "ภายในสามสิบวันก่อนวันเริ่มผลิต หรือเริ่มนำเข้าสินค้า หรือเริ่มให้บริการ" ส่วนมาตรา 32 (1) ใช้กับกิจการที่มีอยู่ก่อนพระราชบัญญัติใช้บังคับแก่สินค้าหรือบริการนั้น ให้ยื่นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ใช้บังคับแก่สินค้าหรือบริการนั้น
ถ้อยคำ "ภายในสามสิบวันก่อนวันเริ่ม" ไม่ได้ใช้คำว่า "ไม่น้อยกว่า" แบบที่มาตรา 36 และ 37 ในพระราชบัญญัติเดียวกันใช้กำหนดระยะเวลาขั้นต่ำ ตามตัวอักษรจึงอ่านได้ว่าให้ยื่นในช่วงสามสิบวันก่อนวันเริ่ม แต่ผู้เขียนไม่พบเอกสารทางการที่ตีความข้อนี้ จึงไม่ควรตัดการอ่านว่าให้ยื่นก่อนวันเริ่มไม่น้อยกว่าสามสิบวันทิ้ง ส่วนที่ชัดคือต้องยื่นก่อนวันเริ่ม
คำแนะนำของผู้เขียน (ไม่ใช่ถ้อยคำของกฎหมาย) คือนับย้อนสามสิบวันจากวันเริ่มแล้วตั้งเป้ายื่นในวันนั้น ซึ่งเป็นจุดที่การอ่านทั้งสองแบบใกล้กันที่สุด และถามสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ล่วงหน้าว่าควรยื่นวันใด นอกจากนั้นควรเผื่อเวลาให้เจ้าหน้าที่พิจารณาด้วย เพราะคู่มือการจดทะเบียนสรรพสามิตของกรมสรรพสามิตระบุระยะเวลาดำเนินการไว้ 7 วันทำการเมื่อเอกสารครบถ้วนถูกต้อง รวมเวลาตรวจสอบสถานที่แล้ว ระยะเวลานี้มาจากคู่มือ
อีกหน้าที่ที่ต้องทำก่อนวันเริ่มคือ มาตรา 15 ให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรม ผู้นำเข้า หรือผู้ประกอบกิจการสถานบริการ แจ้งวันเวลาทำการตามปกติและวันเวลาหยุดทำการของโรงอุตสาหกรรม สถานประกอบการ หรือสถานบริการ ให้อธิบดีทราบเป็นหนังสือก่อนวันเริ่มผลิตสินค้า วันเริ่มนำเข้าสินค้า หรือวันเริ่มให้บริการ และถ้าจะเปลี่ยนกำหนดวันเวลาดังกล่าว ให้แจ้งล่วงหน้าอย่างน้อยสามวันก่อนวันที่จะเปลี่ยน
มาตรา 8 วรรคสองให้อธิบดีประกาศขยายกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัตินี้ได้ ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นเป็นการทั่วไปที่ทำให้ผู้มีหน้าที่ไม่อาจปฏิบัติภายในกำหนดเวลาได้ กรมสรรพสามิตเคยออกประกาศลักษณะนี้มาแล้วหลายฉบับ บางฉบับใช้เฉพาะสินค้าบางประเภท จึงควรถามสรรพสามิตพื้นที่ด้วยว่าสินค้าของกิจการมีประกาศลักษณะนี้หรือไม่
ยื่นที่ไหน ใช้แบบ ภส.01-01 เตรียมเอกสารอะไร
มาตรา 33 ให้ยื่นต่อสรรพสามิตพื้นที่ ณ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่แห่งท้องที่ที่โรงอุตสาหกรรม สถานประกอบการ หรือสถานบริการตั้งอยู่ ตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีประกาศกำหนด ซึ่งคือ ประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดแบบคำขอจดทะเบียนสรรพสามิต คำขอรับใบแทนใบทะเบียนสรรพสามิต คำขอย้ายหรือเลิกหรือโอนกิจการ และหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการจดทะเบียนสรรพสามิต (ราชกิจจานุเบกษา) มีผลตั้งแต่ 16 กันยายน 2560 กำหนดไว้ดังนี้
- ยื่นตามแบบ ภส.01-01 พร้อมเอกสารหลักฐาน ณ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่แห่งท้องที่ที่โรงอุตสาหกรรม สถานประกอบการซึ่งเป็นสำนักงานแห่งใหญ่ หรือสถานบริการตั้งอยู่ หรือยื่นผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เว็บไซต์ของกรมสรรพสามิต
- มีโรงอุตสาหกรรมหรือสถานบริการหลายแห่ง ต้องแยกยื่นเป็นรายแห่ง ตามมาตรา 32 วรรคสอง
- ผู้นำเข้าที่มีสถานประกอบการและสาขาหลายแห่ง ยื่นที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ที่สถานประกอบการซึ่งเป็นสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่
ในแบบ ภส.01-01 ต้องเลือกว่าเป็นโรงอุตสาหกรรม สถานบริการ หรือสถานประกอบการนำเข้า แล้วระบุตอนสินค้าหรือบริการตามพิกัด ประเภทสินค้าหรือบริการ และวันที่เริ่มผลิต ให้บริการ หรือนำเข้า
คู่มือของกรมสรรพสามิตระบุว่าไม่มีค่าธรรมเนียม และระบุเอกสารหลักฐานไว้ โดยรายการที่ใช้กับการขอจดทะเบียนทั่วไปมีดังนี้
- หนังสือรับรองของกระทรวงพาณิชย์ที่ออกให้ไม่เกิน 6 เดือน หรือบัตรประชาชน หรือบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ยื่นขอ
- หนังสือมอบอำนาจและบัตรประชาชนของผู้มอบและผู้รับมอบอำนาจ (ถ้ามอบอำนาจ)
- ทะเบียนบ้านและแผนที่ตั้งของโรงอุตสาหกรรม สถานบริการ หรือสถานประกอบการนำเข้า
- หลักฐานกรรมสิทธิ์ของสถานที่ หรือหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่
- ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ถ้ามี)
เมื่อได้ใบทะเบียนสรรพสามิตแล้ว มาตรา 34 ให้แสดงไว้ในที่เปิดเผยซึ่งเห็นได้ง่าย ณ โรงอุตสาหกรรม สถานประกอบการ หรือสถานบริการ เว้นแต่อยู่ระหว่างขอใบแทนหรือนำส่งคืนใบทะเบียน
ราคาขายปลีกแนะนำ คืออะไร
มาตรา 4 นิยามว่า ราคาขายปลีกแนะนำคือราคาที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้าประสงค์ให้เป็นราคาขายต่อผู้บริโภคทั่วไป
ราคานี้สำคัญเพราะมาตรา 17 (1) ให้ใช้ราคาขายปลีกแนะนำโดยไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นมูลค่าในการเสียภาษีตามมูลค่าของสินค้า (มีข้อยกเว้นบางกรณีตามที่มาตรา 17 อ้างถึง)
แม้นิยามจะเป็นราคาที่ผู้ประกอบการประสงค์ แต่มาตรา 17 (1) วางกรอบไว้ คือราคาขายปลีกแนะนำให้พิจารณาจากต้นทุนการผลิต ค่าบริหารจัดการ และกำไรมาตรฐาน และต้องไม่ต่ำกว่าราคาขายต่อผู้บริโภคทั่วไปรายสุดท้ายในตลาดปกติ ตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง ถ้าราคาไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ไม่เป็นไปตามกลไกตลาด หรือกำหนดตามหลักนี้ไม่ได้ อธิบดีมีอำนาจประกาศราคาขายปลีกแนะนำเพื่อใช้คำนวณภาษีเอง
ฝั่งบริการ มาตรา 17 (2) ให้ใช้รายรับของสถานบริการ และมาตรา 19 ให้สถานบริการแจ้งราคาค่าบริการ
บทความนี้ไม่ลงรายละเอียดอัตราภาษีและวิธีคำนวณ ภาพรวมเรื่องนี้อยู่ในบทความ ภาษีสรรพสามิต ความรู้เบื้องต้นที่นักบัญชีและผู้ประกอบการควรรู้
แจ้งราคาขายปลีกแนะนำเมื่อไร ที่ไหน ด้วยแบบอะไร
มาตรา 18 ให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้าแจ้งราคาขายปลีกแนะนำและโครงสร้างราคาต่ออธิบดี และแจ้งใหม่เมื่อจะเปลี่ยนแปลงราคาขายปลีกแนะนำที่แจ้งไว้ มาตรา 19 ให้ผู้ประกอบกิจการสถานบริการแจ้งราคาค่าบริการและแจ้งเมื่อจะเปลี่ยนราคา ทั้งสองมาตราให้เป็นไปตาม ประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการแจ้งราคาขายปลีกแนะนำและราคาค่าบริการ พ.ศ. 2560 (ราชกิจจานุเบกษา) มีผลตั้งแต่ 16 กันยายน 2560
- สินค้า แจ้งตามแบบ ภส.02-01 ณ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ที่โรงอุตสาหกรรมตั้งอยู่ หรือที่สถานประกอบการของผู้นำเข้าหรือสถานที่ตรวจปล่อยสินค้านำเข้าตั้งอยู่ ก่อนวันยื่นแบบรายการภาษีและชำระภาษี หรือก่อนการนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าทัณฑ์บน แล้วแต่กรณีใดจะเกิดขึ้นก่อน
- เปลี่ยนราคาขายปลีกแนะนำ แจ้งราคาและโครงสร้างราคาใหม่ตามแบบ ภส.02-01 ณ สถานที่เดียวกัน ก่อนวันที่จะมีการเปลี่ยนแปลงราคา
- บริการ แจ้งตามแบบ ภส.02-02 ณ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ที่สถานบริการตั้งอยู่ ก่อนวันที่จะใช้ราคานั้น และแจ้งก่อนวันที่จะเปลี่ยนราคา
ประกาศนี้มีฉบับแก้ไขที่ผู้เขียนพบสามฉบับ คือฉบับที่ 2 และ 3 ในปี 2561 และฉบับที่ 4 ลงวันที่ 30 กันยายน 2564 มีผล 1 ตุลาคม 2564 ทั้งสามฉบับเปลี่ยนแบบ ภส.02-01 โดยไม่ได้แก้เรื่องเวลาและสถานที่แจ้ง ฉบับที่ 4 เป็นฉบับล่าสุดในจำนวนนี้ แต่ควรขอแบบล่าสุดจากสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ก่อนกรอก
สินค้าบางประเภทเคยมีประกาศเรื่องการแจ้งราคาแยกเฉพาะ ซึ่งกำหนดแบบและระยะเวลาต่างออกไป เช่น รถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า จึงควรถามสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ด้วยว่าสินค้าของกิจการมีประกาศเฉพาะหรือไม่
โครงสร้างราคาในแบบ ภส.02-01
แบบท้ายฉบับที่ 4 ให้แจกแจงโครงสร้างราคาเป็นสามส่วนตามหลักในมาตรา 17
- ต้นทุนการผลิต สินค้าผลิตในประเทศแยกเป็นค่าวัตถุดิบ ค่าแรงงาน และค่าใช้จ่ายอื่นในการผลิต สินค้านำเข้าแยกเป็นราคา ซี.ไอ.เอฟ อากรศุลกากร และค่าใช้จ่ายในพิธีการศุลกากร
- ค่าบริหารจัดการ เช่น ค่าโฆษณา ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และรายการอื่นตามที่แบบระบุ ซึ่งหมายเหตุท้ายแบบบอกว่าเป็นค่าประมาณการของผู้ประกอบการ
- กำไรมาตรฐาน แบ่งเป็นกำไรของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า และส่วนต่างการตลาดของผู้ขายทอดอื่น ๆ ตามแผนการตลาด
ผลรวมคือราคาขายปลีกแนะนำที่ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม แบบยังให้อ้างอิงราคาขายต่อผู้บริโภค เช่น ราคาบนภาชนะบรรจุ แคตตาล็อก หรือรายการราคา หรือแจ้งรายชื่อร้านค้าปลีกอ้างอิงอย่างน้อย 5 ร้านหรือเท่าที่มี
หลังได้ใบทะเบียนสรรพสามิต เหตุการณ์ที่ต้องแจ้ง
- ใบทะเบียนชำรุดในสาระสำคัญหรือสูญหาย ขอใบแทนต่อสรรพสามิตพื้นที่ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบ (มาตรา 35)
- ย้ายสถานที่ แจ้งย้าย ณ สถานที่ที่จดทะเบียนไว้ก่อนวันย้ายไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน (มาตรา 36) และข้อ 3 ของประกาศเรื่องการจดทะเบียนให้ยื่นคำขอจดทะเบียนที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่แห่งใหม่หลังย้าย
- เลิกหรือโอนกิจการ แจ้งก่อนวันเลิกหรือโอนไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน และคืนใบทะเบียนภายในสิบห้าวันนับแต่วันหยุดประกอบกิจการ (มาตรา 37 วรรคหนึ่ง) คู่มือระบุเอกสารกรณีนี้รวมถึงบัญชีรายละเอียดวัตถุดิบ สินค้าระหว่างผลิต สินค้าสำเร็จรูป และบัญชีรายการค้างชำระภาษี
- ผู้รับโอน ยื่นคำขอจดทะเบียนภายในเจ็ดวันนับแต่วันรับโอน และประกอบกิจการต่อได้ระหว่างรอใบทะเบียน (มาตรา 37 วรรคสอง)
- ผู้ประกอบการถึงแก่ความตาย ทายาทหรือผู้จัดการมรดกยื่นคำขอจดทะเบียน หรือแจ้งยกเลิกถ้าไม่ทำต่อ ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ผู้ประกอบการถึงแก่ความตาย ระหว่างนั้นใบทะเบียนเดิมยังใช้ได้ (มาตรา 38)
ไม่จดทะเบียนหรือไม่แจ้งราคา มีผลอย่างไร
มาตรา 184 (1) กำหนดโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท สำหรับผู้ไม่ปฏิบัติตามมาตราที่ระบุไว้ ซึ่งรวมถึงหน้าที่ในบทความนี้ คือ แจ้งวันเวลาทำการ (มาตรา 15 วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง) แจ้งราคาขายปลีกแนะนำหรือราคาค่าบริการและแจ้งเมื่อเปลี่ยน (มาตรา 18 วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง และมาตรา 19 วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง) ยื่นคำขอจดทะเบียน (มาตรา 32 วรรคหนึ่ง) แสดงใบทะเบียน (มาตรา 34) ขอใบแทน (มาตรา 35 วรรคหนึ่ง) แจ้งย้าย เลิก หรือโอนกิจการ (มาตรา 36 และมาตรา 37) และการยื่นคำขอจดทะเบียนของทายาทหรือผู้จัดการมรดก (มาตรา 38 วรรคหนึ่ง)
นอกจากโทษปรับ หลังจดทะเบียนแล้วยังมีกรณีที่อาจถูกเพิกถอนการจดทะเบียน คือ มาตรา 39 ให้อธิบดีสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนได้ เมื่อผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้ประกอบกิจการสถานบริการไม่ยื่นงบเดือน หรือผู้นำเข้าไม่ยื่นบัญชีรับจ่ายสินค้าที่นำเข้า ติดต่อกันหกเดือนขึ้นไป งบเดือนและบัญชีเหล่านี้เป็นหน้าที่ถัดไปหลังจดทะเบียน ซึ่งอยู่นอกขอบเขตบทความนี้
นักบัญชีช่วยลูกค้าได้อย่างไร
หัวข้อนี้เป็นข้อเสนอแนะของผู้เขียน ไม่ใช่หน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้นักบัญชี
- ตั้งคำถามให้ถูกตั้งแต่ต้น สินค้าอยู่ในพิกัดหรือไม่ และกิจการเป็นผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้ประกอบกิจการสถานบริการหรือไม่ แล้วพาลูกค้าไปยืนยันกับสรรพสามิตพื้นที่ ไม่ฟันธงแทนเจ้าหน้าที่
- วางปฏิทินจากวันเริ่มกิจการ เผื่อเวลาตรวจสถานที่และเวลาขอเอกสารจากหน่วยงานอื่น
- ทำโครงสร้างราคาจากตัวเลขจริง ต้นทุนการผลิตให้ตรงกับข้อมูลต้นทุนในบัญชี ราคา ซี.ไอ.เอฟ และอากรให้ตรงกับเอกสารนำเข้า
- คุมการเปลี่ยนราคา ให้ฝ่ายขายแจ้งฝ่ายบัญชีก่อนเปลี่ยนราคาขายปลีกแนะนำที่แจ้งไว้ เพราะต้องแจ้งสรรพสามิตก่อนวันเปลี่ยน
เช็กลิสต์จดทะเบียนสรรพสามิตและแจ้งราคาขายปลีกแนะนำ
- ตรวจว่าสินค้าหรือบริการอยู่ในพิกัด และกิจการอยู่ในสามกลุ่มตามมาตรา 32
- กำหนดวันเริ่มผลิต นำเข้า หรือให้บริการ แล้วนับย้อนสามสิบวันตามปฏิทิน ใช้เป็นวันที่ตั้งเป้ายื่นคำขอ และถามสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ล่วงหน้าว่าควรยื่นวันใด
- เตรียมเอกสารตามคู่มือการจดทะเบียนสรรพสามิต กรอกแบบ ภส.01-01 แยกรายโรงอุตสาหกรรมหรือสถานบริการ (ผู้นำเข้าที่มีหลายสาขายื่นที่สำนักงานแห่งใหญ่) แล้วยื่นตามวันที่ตั้งเป้าในข้อ 2
- แจ้งวันเวลาทำการและวันเวลาหยุดทำการเป็นหนังสือก่อนวันเริ่ม (มาตรา 15)
- ได้ใบทะเบียนแล้ว ติดไว้ในที่เปิดเผยของแต่ละแห่ง
- สินค้า แจ้งแบบ ภส.02-01 (ขอแบบล่าสุดจากสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ก่อนกรอก และถามว่าสินค้าของกิจการมีประกาศแจ้งราคาเฉพาะหรือไม่) ก่อนวันยื่นแบบรายการภาษีหรือก่อนนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าทัณฑ์บน แล้วแต่กรณีใดเกิดก่อน ส่วนสถานบริการแจ้งราคาค่าบริการตามแบบ ภส.02-02 ก่อนวันที่จะใช้ราคานั้น
- จะเปลี่ยนราคาขายปลีกแนะนำหรือราคาค่าบริการที่แจ้งไว้เมื่อไร แจ้งก่อนวันที่จะเปลี่ยน และใส่กำหนดเวลาของเหตุการณ์หลังจดทะเบียนไว้ในปฏิทิน
ถ้าคุณมีลูกค้าที่กำลังจะเริ่มผลิตหรือนำเข้าสินค้าในพิกัด หรือเปิดสถานบริการ หรือกำลังจะเริ่มกิจการเอง และอยากเข้าใจหน้าที่ทั้งชุดต่อจากการจดทะเบียน cpdclass มีหลักสูตร e-Learning ภาษีสรรพสามิตเบื้องต้นสำหรับนักบัญชีและผู้ประกอบการ ซึ่งส่วนที่ 2 ว่าด้วยการจดทะเบียนสรรพสามิต การแจ้งราคาขายปลีกแนะนำ การยื่นแบบและชำระภาษี การจัดทำบัญชีประจำวันและงบเดือน การยกเว้น การคืนภาษี การลดหย่อน และการใช้เขตปลอดอากรกับคลังสินค้าทัณฑ์บน
หลักสูตรนี้ยาว 4 ชั่วโมง นับชั่วโมงด้านอื่น ๆ ได้ทั้งผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชี ราคา 400 บาท รอบไตรมาส 4/2569 สมัครได้ถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2569 และเรียนได้ไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม 2569
บทความนี้อ้างอิงพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 32 ก วันที่ 20 มีนาคม 2560 มีผลวันที่ 16 กันยายน 2560) ซึ่งตรวจกับฉบับปรับปรุงล่าสุดของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว พระราชบัญญัตินี้แก้ไขครั้งเดียวโดยพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 142 ตอนที่ 38 ก วันที่ 5 มิถุนายน 2568) ซึ่งแก้เฉพาะมาตรา 153 ประกาศกรมสรรพสามิตเรื่องการจดทะเบียนสรรพสามิต และเรื่องการแจ้งราคาขายปลีกแนะนำและราคาค่าบริการ พ.ศ. 2560 ทั้งสองฉบับประกาศและมีผลวันที่ 16 กันยายน 2560 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนพิเศษ 119 ง วันที่ 24 พฤษภาคม 2561) พร้อมประกาศเรื่องการแจ้งราคาฯ ฉบับที่ 2 ถึง 4 ประกาศกรมสรรพสามิตเรื่องการแจ้งราคาขายปลีกแนะนำสำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ได้รับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (ประกาศ ณ วันที่ 23 มีนาคม 2565) และคู่มือการจดทะเบียนสรรพสามิตของกรมสรรพสามิต บทความเป็นความรู้ทั่วไป แนะนำให้ตรวจกับสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ก่อนยื่นจริง
เปิดอ่านเอกสารต้นฉบับ: พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 (ราชกิจจานุเบกษา ฉบับที่กรมสรรพสามิตเผยแพร่)
คำถามที่พบบ่อย
ใครต้องจดทะเบียนสรรพสามิต
ผู้ที่ต้องจดทะเบียนสรรพสามิตตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ได้แก่ ผู้ประกอบอุตสาหกรรม ผู้นำเข้า และผู้ประกอบกิจการสถานบริการ ของสินค้าหรือบริการที่อยู่ในบัญชีพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ถ้าไม่แน่ใจว่าอยู่ในพิกัดหรือไม่ ให้ถามสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่
ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนสรรพสามิตเมื่อไร
กิจการที่เริ่มใหม่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนสรรพสามิตภายในสามสิบวันก่อนวันเริ่มผลิต เริ่มนำเข้าสินค้า หรือเริ่มให้บริการ ตามมาตรา 32 (2) แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ซึ่งชัดว่าต้องยื่นก่อนวันเริ่ม แต่ถ้อยคำอ่านได้ทั้งว่ายื่นในช่วงสามสิบวันก่อนวันเริ่ม และยื่นก่อนวันเริ่มไม่น้อยกว่าสามสิบวัน คำแนะนำของผู้เขียนคือตั้งเป้ายื่นในวันที่สามสิบก่อนวันเริ่ม และถามสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ล่วงหน้าว่าควรยื่นวันใด
ยื่นคำขอจดทะเบียนสรรพสามิตที่ไหน มีค่าธรรมเนียมไหม
ประกาศกรมสรรพสามิตเรื่องการจดทะเบียนสรรพสามิต (มีผล 16 กันยายน 2560) ให้ยื่นแบบ ภส.01-01 ที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่แห่งท้องที่ที่โรงอุตสาหกรรม สถานประกอบการซึ่งเป็นสำนักงานแห่งใหญ่ หรือสถานบริการตั้งอยู่ หรือยื่นผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เว็บไซต์ของกรมสรรพสามิต ถ้ามีโรงอุตสาหกรรมหรือสถานบริการหลายแห่ง ต้องแยกยื่นเป็นรายแห่ง ส่วนผู้นำเข้าที่มีหลายสาขายื่นที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ที่สำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ คู่มือการจดทะเบียนสรรพสามิตของกรมสรรพสามิตระบุว่าไม่มีค่าธรรมเนียม
ราคาขายปลีกแนะนำ คืออะไร
ราคาขายปลีกแนะนำตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 คือราคาที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้าประสงค์ให้เป็นราคาขายต่อผู้บริโภคทั่วไป มาตรา 17 (1) ใช้ราคานี้โดยไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นมูลค่าในการเสียภาษีตามมูลค่าของสินค้า (มีข้อยกเว้นบางกรณีตามที่มาตรา 17 อ้างถึง)
ต้องแจ้งราคาขายปลีกแนะนำเมื่อไร ใช้แบบอะไร
ตามประกาศกรมสรรพสามิตเรื่องการแจ้งราคาขายปลีกแนะนำและราคาค่าบริการ พ.ศ. 2560 ผู้ประกอบอุตสาหกรรมหรือผู้นำเข้าแจ้งราคาขายปลีกแนะนำและโครงสร้างราคาตามแบบ ภส.02-01 ที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ ก่อนวันยื่นแบบรายการภาษีและชำระภาษี หรือก่อนนำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าทัณฑ์บน แล้วแต่กรณีใดเกิดก่อน และถ้าจะเปลี่ยนราคาขายปลีกแนะนำที่แจ้งไว้ ต้องแจ้งก่อนวันที่จะเปลี่ยน ส่วนสถานบริการแจ้งราคาค่าบริการตามแบบ ภส.02-02 ก่อนวันที่จะใช้ราคานั้น สินค้าบางประเภทเคยมีประกาศเฉพาะที่กำหนดแบบและระยะเวลาต่างออกไป จึงควรถามสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ด้วย
ใบทะเบียนสรรพสามิตหายหรือชำรุด ต้องทำอย่างไร
ผู้ที่จดทะเบียนสรรพสามิตแล้วต้องขอใบแทนใบทะเบียนสรรพสามิตต่อสรรพสามิตพื้นที่ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบว่าใบทะเบียนชำรุดในสาระสำคัญหรือสูญหาย ตามมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ปกติใบทะเบียนต้องแสดงไว้ในที่เปิดเผยซึ่งเห็นได้ง่าย ณ โรงอุตสาหกรรม สถานประกอบการ หรือสถานบริการ ตามมาตรา 34
ไม่จดทะเบียนสรรพสามิตหรือไม่แจ้งราคาขายปลีกแนะนำ มีโทษอย่างไร
มาตรา 184 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 กำหนดโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท สำหรับผู้ไม่ปฏิบัติตามมาตราที่ระบุ ซึ่งรวมถึงการไม่ยื่นคำขอจดทะเบียนตามมาตรา 32 วรรคหนึ่ง และการไม่แจ้งราคาขายปลีกแนะนำหรือไม่แจ้งเมื่อจะเปลี่ยนราคาขายปลีกแนะนำตามมาตรา 18 วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง
เกี่ยวกับผู้เขียน

บุณฑริก กลิ่นภักดี
ที่ปรึกษาฝ่ายภาษีบริษัทข้ามชาติ และที่ปรึกษาการประกอบธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ SMEs
อยากเก็บชั่วโมง CPD ให้ครบปีนี้?
ดูคอร์สอบรมออนไลน์ของ cpdclass — เรียนจบและเจ้าหน้าที่ตรวจยืนยันตัวตน รับหนังสือรับรองไว้แจ้งชั่วโมงด้วยตนเอง
ดูคอร์สทั้งหมด


