การควบคุมภายใน

การควบคุมภายในคืออะไร กรอบ COSO 5 องค์ประกอบ 17 หลักการ พร้อมตัวอย่างงานบัญชีและเช็กลิสต์ทบทวนระบบ

Sornron Thongprasert
ปกบทความการควบคุมภายในตามกรอบ COSO 5 องค์ประกอบ 17 หลักการ แสดงองค์ประกอบทั้ง 5 พร้อมช่วงหลักการ และ 3 ขั้นใช้แบบประเมินทบทวนระบบ

สรุปสั้น

การควบคุมภายในคือระบบและขั้นตอนที่ช่วยให้กิจการทำงานได้ตามเป้าหมาย ทำตามกฎหมายและข้อกำหนด ป้องกันทรัพย์สินจากการทุจริตและความเสียหาย และทำให้บัญชีกับรายงานถูกต้องน่าเชื่อถือ แบบประเมินของ ก.ล.ต. ที่จัดทำตามกรอบ COSO ฉบับปรับปรุงปี 2556 แบ่งเป็น 5 องค์ประกอบ คือ สภาพแวดล้อมการควบคุม การประเมินความเสี่ยง กิจกรรมการควบคุม ข้อมูลและการสื่อสาร และการติดตาม รวม 17 หลักการ

บทความนี้อธิบายว่าการควบคุมภายในคืออะไร กรอบ COSO มี 5 องค์ประกอบ 17 หลักการอะไรบ้างพร้อมตัวอย่างในงานบัญชี วิธีใช้แบบประเมินของ ก.ล.ต. เป็นเช็กลิสต์ การปรับใช้กับกิจการขนาดเล็ก ข้อจำกัด และบทความเรื่องย่อยที่ควรอ่านต่อ

การควบคุมภายในคืออะไร

การควบคุมภายใน คือระบบและขั้นตอนที่กิจการวางไว้ เพื่อให้งานเดินไปตามเป้าหมาย ทำตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ป้องกันทรัพย์สินจากการทุจริตและความเสียหาย และทำให้บัญชีกับรายงานต่าง ๆ ถูกต้องน่าเชื่อถือ

ความหมายข้างบนสรุปจากหน้าแรกของแบบประเมินความเพียงพอของระบบการควบคุมภายใน ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งอธิบายว่าระบบควบคุมภายในที่ดีช่วยอะไรได้บ้าง ไม่ใช่นิยามที่แบบประเมินเขียนไว้ตรงตัว

ตัวอย่างการควบคุมภายในที่นักบัญชีเห็นในงานประจำ เช่น

  • ใบสั่งซื้อมีผู้มีอำนาจลงนามก่อนสั่งของ
  • คนที่บันทึกบัญชีไม่ใช่คนเดียวกับคนที่ถือเงินหรือมีสิทธิโอนเงิน
  • กระทบยอดเงินฝากธนาคารกับใบแจ้งยอดทุกเดือน แล้วให้หัวหน้าสอบทาน
  • ตรวจนับเงินสดและสินค้าคงเหลือเทียบกับยอดในบัญชี

กรอบ COSO คืออะไร และเกี่ยวกับแบบประเมินของ ก.ล.ต. อย่างไร

COSO ย่อมาจาก The Committee of Sponsoring Organizations of the Treadway Commission เป็นคณะกรรมการร่วมของสถาบันวิชาชีพ 5 แห่ง ได้แก่ สถาบันผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งสหรัฐอเมริกา (AICPA) สถาบันผู้ตรวจสอบภายในสากล (IIA) สถาบันผู้บริหารการเงิน (FEI) สมาคมนักบัญชีแห่งสหรัฐอเมริกา (AAA) และสถาบันนักบัญชีเพื่อการบริหาร (IMA)

หน้าแรกของแบบประเมินความเพียงพอของระบบการควบคุมภายในของ ก.ล.ต. ระบุว่าแบบประเมินจัดทำตามแนวคิดของ COSO ที่ปรับปรุงกรอบ (framework) ใหม่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2556 (ค.ศ. 2013) คำถามหลักยังแบ่งเป็น 5 ส่วนเช่นเดียวกับแนวทางของ COSO เดิม แต่ขยายแต่ละส่วนออกเป็นหลักการย่อยรวม 17 หลักการ แบบประเมินเป็นเครื่องมือให้บริษัทใช้ประเมินความเพียงพอของระบบการควบคุมภายในด้วยตนเอง ปรับให้เข้าใจง่ายและเหมาะกับบริษัทจดทะเบียนไทย

บทความนี้ใช้แบบประเมินฉบับนี้เป็นแหล่งหลัก ชื่อหลักการถอดจากหัวข้อในแบบประเมิน บางข้อตัดคำให้สั้นลงโดยคงความหมาย เลขในวงเล็บ เช่น (ข้อ 10.5) คือเลขคำถามย่อยในแบบประเมิน ส่วนตัวอย่างในงานบัญชีเป็นตัวอย่างสมมติของผู้เขียน

การควบคุมภายในตามกรอบ COSO มี 5 องค์ประกอบ 17 หลักการอะไรบ้าง

องค์ประกอบของการควบคุมภายในตามแบบประเมินที่จัดทำตามกรอบ COSO และหลักการในแต่ละองค์ประกอบ มีดังนี้

  1. สภาพแวดล้อมการควบคุม (Control Environment) หลักการที่ 1 ถึง 5
  2. การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment) หลักการที่ 6 ถึง 9
  3. กิจกรรมการควบคุม (Control Activities) หลักการที่ 10 ถึง 12
  4. ข้อมูลและการสื่อสาร (Information and Communication) หลักการที่ 13 ถึง 15
  5. การติดตาม (Monitoring Activities) หลักการที่ 16 และ 17

ชื่อภาษาไทยข้างบนเป็นชื่อที่แบบประเมินใช้ในคำถามข้อ 2.6 ส่วนหัวหมวดของแบบประเมินเรียกองค์ประกอบเดียวกันว่า การควบคุมภายในองค์กร การประเมินความเสี่ยง การควบคุมการปฏิบัติงาน ระบบสารสนเทศและการสื่อสารข้อมูล และระบบการติดตาม ตามลำดับ ถ้าเจอชื่อภาษาไทยต่างกันในเอกสารอื่น ให้เทียบจากชื่อภาษาอังกฤษ

วิธีจำของผู้เขียนคือ สภาพแวดล้อมการควบคุมว่าด้วยคน วัฒนธรรม และโครงสร้าง การประเมินความเสี่ยงบอกว่าควรคุมอะไร กิจกรรมการควบคุมคือมาตรการที่ลงมือทำ ข้อมูลและการสื่อสารทำให้คนที่เกี่ยวข้องรู้และทำได้ ส่วนการติดตามคอยตรวจว่าทั้งหมดยังทำงานอยู่จริง

องค์ประกอบที่ 1 สภาพแวดล้อมการควบคุม (Control Environment)

องค์ประกอบนี้ว่าด้วยความซื่อตรงของคนในองค์กร การกำกับดูแล โครงสร้างและอำนาจหน้าที่ การดูแลบุคลากร และความรับผิดชอบต่อการควบคุมภายใน มี 5 หลักการ

  • หลักการที่ 1 องค์กรแสดงถึงความยึดมั่นในคุณค่าของความซื่อตรง (integrity) และจริยธรรม
  • หลักการที่ 2 คณะกรรมการมีความเป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร และทำหน้าที่กำกับดูแล (oversight) และพัฒนาการดำเนินการด้านการควบคุมภายใน
  • หลักการที่ 3 ฝ่ายบริหารจัดให้มีโครงสร้างสายการรายงาน การกำหนดอำนาจในการสั่งการและความรับผิดชอบที่เหมาะสม เพื่อให้องค์กรบรรลุวัตถุประสงค์ ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการ
  • หลักการที่ 4 องค์กรแสดงถึงความมุ่งมั่นในการจูงใจ พัฒนา และรักษาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ
  • หลักการที่ 5 องค์กรกำหนดให้บุคลากรมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการควบคุมภายใน เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ขององค์กร

คำถามย่อยในหมวดนี้ถามถึงสิ่งที่จับต้องได้ เช่น มีข้อกำหนดด้านจริยธรรม (code of conduct) ข้อห้ามที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับกิจการ และบทลงโทษเมื่อฝ่าฝืน (ข้อ 1.2) มีการกำหนด มอบหมาย และจำกัดอำนาจหน้าที่ระหว่างคณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน (ข้อ 3.3) และไม่สร้างแรงกดดันที่มากเกินไปในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากร (ข้อ 5.4)

ตัวอย่างในงานบัญชี (สมมติ) บริษัทจัดจำหน่ายแห่งหนึ่งมีตารางอำนาจอนุมัติที่ระบุว่าใครอนุมัติจ่ายเงินได้ไม่เกินเท่าไร ผู้ทำบัญชีใช้ตารางนี้ตรวจใบสำคัญจ่ายก่อนบันทึก ถ้าใบไหนลงนามโดยคนที่วงเงินไม่ถึง จะส่งกลับให้ผู้มีอำนาจลงนามก่อน ในทางกลับกัน ถ้าผู้บริหารเร่งปิดงบจนพนักงานไม่มีเวลากระทบยอด แรงกดดันแบบนี้ทำให้ขั้นตอนที่วางไว้ถูกข้ามได้ ซึ่งตรงกับคำถามข้อ 5.4

องค์ประกอบที่ 2 การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment)

องค์ประกอบนี้เริ่มจากตั้งวัตถุประสงค์ให้ชัด แล้วหาว่าอะไรทำให้ไปไม่ถึง รวมถึงโอกาสเกิดการทุจริตและการเปลี่ยนแปลงที่กระทบระบบ มี 4 หลักการ

  • หลักการที่ 6 องค์กรกำหนดวัตถุประสงค์ไว้อย่างชัดเจนเพียงพอ เพื่อให้สามารถระบุและประเมินความเสี่ยงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร
  • หลักการที่ 7 องค์กรระบุและวิเคราะห์ความเสี่ยงทุกประเภทที่อาจกระทบต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ไว้อย่างครอบคลุมทั่วทั้งองค์กร
  • หลักการที่ 8 องค์กรพิจารณาถึงโอกาสที่จะเกิดการทุจริต ในการประเมินความเสี่ยงที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร
  • หลักการที่ 9 องค์กรสามารถระบุและประเมินความเปลี่ยนแปลงที่อาจมีผลกระทบต่อระบบการควบคุมภายใน

สำหรับนักบัญชี คำถามข้อ 6.1 ผูกวัตถุประสงค์เข้ากับงบการเงินตรง ๆ คือกิจการปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชีที่รับรองโดยทั่วไป โดยแสดงได้ว่ารายการในรายงานทางการเงินมีตัวตนจริง ครบถ้วน แสดงถึงสิทธิหรือภาระผูกพันได้ถูกต้อง มีมูลค่าเหมาะสม และเปิดเผยข้อมูลครบถ้วนถูกต้อง แต่ละคำใช้ตั้งคำถามต่อได้ว่า อะไรทำให้ข้อนี้ผิดได้ จากนั้นแบบประเมินถามถึงการประเมินความสำคัญของความเสี่ยงจากทั้งโอกาสเกิดและผลกระทบ (ข้อ 7.4) และมาตรการจัดการ ซึ่งอาจเป็นการยอมรับ ลด หลีกเลี่ยง หรือร่วมรับความเสี่ยง (sharing) (ข้อ 7.5)

หลักการที่ 8 ยกตัวอย่างการทุจริตที่ควรประเมินไว้ เช่น การจัดทำรายงานทางการเงินเท็จ การทำให้สูญเสียทรัพย์สิน การคอร์รัปชัน และการที่ผู้บริหารฝ่าฝืนระบบควบคุมภายใน (management override of internal controls) (ข้อ 8.1) และถามว่ามีการทบทวนว่าเป้าหมายกับสิ่งจูงใจไม่ส่งเสริมให้พนักงานทำสิ่งไม่เหมาะสม เช่น ไม่ตั้งเป้ายอดขายสูงเกินความเป็นจริงจนเกิดแรงจูงใจตกแต่งตัวเลขยอดขาย (ข้อ 8.2)

ตัวอย่างในงานบัญชี (สมมติ) ร้านค้าส่งแห่งหนึ่งตั้งวัตถุประสงค์ว่ายอดลูกหนี้ในงบการเงินมีตัวตนจริงและมีมูลค่าเหมาะสม ความเสี่ยงที่ระบุได้ เช่น พนักงานขายบันทึกขายเชื่อให้ลูกค้าที่ไม่มีตัวตนเพื่อให้ถึงเป้า หรือลูกหนี้รายใหญ่ค้างชำระนานจนอาจเก็บเงินไม่ได้ กิจการเลือกลดความเสี่ยงด้วยการให้คนที่ไม่ใช่ฝ่ายขายอนุมัติเปิดลูกค้าใหม่และวงเงินเครดิต และส่งรายงานลูกหนี้แยกตามอายุให้ผู้บริหารทุกเดือน ต่อมาถ้ากิจการเริ่มขายออนไลน์และรับเงินผ่านช่องทางใหม่ ก็เป็นการเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจที่ข้อ 9.2 ถามถึงการประเมินผลกระทบ

ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นประเภทหนึ่งที่ข้อ 7.2 ถามถึง ถ้าต้องตัดสินว่าระบบงานแต่ละระบบควรให้น้ำหนักกับความลับ ความถูกต้องครบถ้วน หรือความพร้อมใช้งาน (C-I-A) ก่อน อ่านวิธีคิดได้ที่บทความ จัดลำดับ C-I-A ให้ตรงกับธุรกิจ

องค์ประกอบที่ 3 กิจกรรมการควบคุม (Control Activities)

องค์ประกอบนี้คือมาตรการที่ลงมือทำจริงเพื่อลดความเสี่ยงที่ประเมินไว้ ทั้งการอนุมัติ การแบ่งแยกหน้าที่ การควบคุมระบบเทคโนโลยี และนโยบายกับระเบียบวิธีปฏิบัติ มี 3 หลักการ

  • หลักการที่ 10 องค์กรมีมาตรการควบคุมที่ช่วยลดความเสี่ยงที่จะไม่บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร ให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้
  • หลักการที่ 11 องค์กรเลือกและพัฒนากิจกรรมการควบคุมทั่วไปด้วยระบบเทคโนโลยี เพื่อช่วยสนับสนุนการบรรลุวัตถุประสงค์
  • หลักการที่ 12 องค์กรจัดให้มีกิจกรรมการควบคุมผ่านทางนโยบาย ซึ่งได้กำหนดสิ่งที่คาดหวังและขั้นตอนการปฏิบัติ เพื่อให้นโยบายที่กำหนดไว้นั้นสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้

ข้อที่นักบัญชีควรจำคือข้อ 10.5 ซึ่งถามว่ากิจการแบ่งแยกหน้าที่ความรับผิดชอบในงาน 3 ด้านออกจากกันโดยเด็ดขาด เพื่อเป็นการตรวจสอบซึ่งกันและกันหรือไม่ คือ

  1. หน้าที่อนุมัติ
  2. หน้าที่บันทึกรายการบัญชีและข้อมูลสารสนเทศ
  3. หน้าที่ในการดูแลจัดเก็บทรัพย์สิน

ในงานบัญชี ตัวอย่างของผู้เขียนคือ คนที่อนุมัติจ่ายเงินไม่ควรเป็นคนบันทึกบัญชีเจ้าหนี้ และคนที่ถือเงินสดหรือมีสิทธิโอนเงินไม่ควรเป็นคนบันทึกบัญชีเงินสด หลักเดียวกันนี้ใช้กับสิทธิในระบบคอมพิวเตอร์ด้วย ซึ่งอธิบายไว้ในบทความ การแบ่งแยกหน้าที่ในระบบ IT (Segregation of Duties) รวมถึงมาตรการชดเชยเมื่อคนน้อยจนแยกหน้าที่ได้ไม่ครบ

แบบประเมินยังถามถึงความหลากหลายของการควบคุม เช่น แบบที่คนทำ (manual) และแบบที่ระบบทำอัตโนมัติ (automated) หรือแบบป้องกันและติดตาม (ข้อ 10.3) ผู้เขียนยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า ในงานบัญชี การอนุมัติใบสั่งซื้อก่อนสั่งของเป็นการควบคุมแบบป้องกันที่คนทำ ระบบบัญชีที่ไม่ยอมให้บันทึกรายการเมื่อยอดเดบิตไม่เท่ายอดเครดิตเป็นการควบคุมแบบป้องกันที่ระบบทำให้ ส่วนการกระทบยอดเงินฝากธนาคารรายเดือนเป็นการควบคุมแบบติดตาม เพราะจับความผิดปกติได้หลังรายการเกิดขึ้นแล้ว คำว่า “ติดตาม” ตรงนี้คนละความหมายกับองค์ประกอบที่ 5 การติดตาม ซึ่งเป็นการตรวจว่าการควบคุมที่วางไว้ยังทำงานอยู่จริง

ข้อ 10.2 ถามถึงมาตรการควบคุมภายในที่กำหนดเป็นลายลักษณ์อักษร และยกตัวอย่าง เช่น ขนาดวงเงินและอำนาจอนุมัติของผู้บริหารแต่ละระดับ ขั้นตอนการจัดซื้อและวิธีคัดเลือกผู้ขาย และขั้นตอนการเบิกจ่ายวัสดุอุปกรณ์ ตัวอย่างกติกาเงินสดย่อยที่เขียนวงเงินและผู้อนุมัติไว้ชัด พร้อมการแบ่งหน้าที่และการตรวจนับ อ่านได้ที่บทความ เงินสดย่อย (Petty Cash) บันทึกบัญชีและวิธีคุมไม่ให้เงินหาย ส่วนขั้นตอนตรวจนับสินค้าคงเหลือที่กำหนดผู้นับ ผู้ตรวจ และผู้อนุมัติไว้ล่วงหน้า อ่านได้ที่บทความ นับสต็อกสิ้นปี การตรวจนับสินค้าคงเหลือทำอย่างไร

หลักการที่ 11 ว่าด้วยการควบคุมทั่วไปด้านเทคโนโลยี คำถามย่อยครอบคลุมการควบคุมโครงสร้างพื้นฐานของระบบเทคโนโลยี ความปลอดภัย และกระบวนการได้มา การพัฒนา และการบำรุงรักษาระบบ (ข้อ 11.2 ถึง 11.4) รายละเอียดว่าการควบคุมทั่วไปด้านไอที (ITGC) แบ่งเป็นกลุ่มอะไร และผู้ตรวจสอบขอดูหลักฐานอะไร อ่านต่อได้ที่บทความ ITGC คืออะไร 4 กลุ่มที่ผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีต้องรู้ บทความนั้นแบ่ง ITGC เป็น 4 กลุ่ม ซึ่งเป็นการจัดกลุ่มคนละแบบกับหัวข้อคำถามในแบบประเมิน

คำถามใต้หลักการที่ 12 ถามว่านโยบายมีผู้รับผิดชอบ นำไปใช้ในเวลาที่เหมาะสม และได้รับการทบทวนอยู่เสมอหรือไม่ (ข้อ 12.5 ถึง 12.7) ข้อที่เกี่ยวกับงานบัญชีโดยตรงคือธุรกรรมของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ กรรมการ ผู้บริหาร หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลเหล่านั้น ซึ่งแบบประเมินถามว่ามีนโยบายให้ธุรกรรมเหล่านี้ผ่านขั้นตอนอนุมัติที่กำหนด ให้ผู้ที่ไม่มีส่วนได้เสียเป็นผู้อนุมัติ และพิจารณาเสมือนเป็นรายการที่กระทำกับบุคคลภายนอก (ข้อ 12.1 ถึง 12.3)

องค์ประกอบที่ 4 ข้อมูลและการสื่อสาร (Information and Communication)

องค์ประกอบนี้ว่าด้วยการมีข้อมูลที่มีคุณภาพ และส่งข้อมูลไปถึงคนที่ต้องใช้ ทั้งภายในและภายนอกองค์กร มี 3 หลักการ

  • หลักการที่ 13 ว่าด้วยข้อมูลที่เกี่ยวข้องและมีคุณภาพ เพื่อสนับสนุนให้การควบคุมภายในสามารถดำเนินไปได้ตามที่กำหนดไว้
  • หลักการที่ 14 องค์กรสื่อสารข้อมูลภายในองค์กร ซึ่งรวมถึงวัตถุประสงค์และความรับผิดชอบต่อการควบคุมภายในที่จำเป็นต่อการสนับสนุนให้การควบคุมภายในสามารถดำเนินไปได้ตามที่วางไว้
  • หลักการที่ 15 องค์กรสื่อสารกับหน่วยงานภายนอก เกี่ยวกับประเด็นที่อาจมีผลกระทบต่อการควบคุมภายใน

คำถามในหมวดนี้ที่เกี่ยวกับนักบัญชีโดยตรง เช่น กิจการกำหนดข้อมูลที่ต้องใช้ในการดำเนินงานที่มีคุณภาพและเกี่ยวข้องต่องาน (ข้อ 13.1) จัดเก็บเอกสารสำคัญไว้อย่างครบถ้วนเป็นหมวดหมู่ และแก้ไขข้อบกพร่องในการควบคุมภายในที่ผู้สอบบัญชีหรือผู้ตรวจสอบภายในแจ้งไว้อย่างครบถ้วน (ข้อ 13.6)

แบบประเมินยังถามถึงช่องทางพิเศษหรือช่องทางลับให้บุคคลภายในแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการฉ้อฉลหรือทุจริตได้อย่างปลอดภัย (whistle-blower hotline) (ข้อ 14.3) และช่องทางแบบเดียวกันสำหรับผู้มีส่วนได้เสียภายนอก (ข้อ 15.2) วิธีวางระบบแจ้งเบาะแสให้ใช้ได้จริงและกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้อง อ่านได้ที่บทความ Whistleblower คืออะไร ทำไมธุรกิจควรมีระบบแจ้งเบาะแสที่ใช้งานได้จริง

ตัวอย่างในงานบัญชี (สมมติ) ฝ่ายบัญชีกำหนดวันปิดบัญชีรายเดือน และแจ้งทุกฝ่ายว่าต้องส่งเอกสารของเดือนนั้นภายในวันที่เท่าไรและส่งให้ใคร นี่คือการสื่อสารภายใน ส่วนเมื่อผู้ขายแจ้งว่ายอดค้างจ่ายตามบัญชีของเขาไม่ตรงกับยอดเจ้าหนี้ที่กิจการบันทึก กิจการมีผู้รับเรื่องที่ชัดเจนเพื่อกระทบยอดและหาสาเหตุ นี่คือการสื่อสารกับภายนอก

องค์ประกอบที่ 5 การติดตาม (Monitoring Activities)

องค์ประกอบนี้คือการตรวจว่าการควบคุมที่วางไว้ยังทำงานอยู่จริง และเมื่อเจอข้อบกพร่องก็รายงานและแก้ไขให้ทันเวลา มี 2 หลักการ

  • หลักการที่ 16 องค์กรติดตามและประเมินผลการควบคุมภายใน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการควบคุมภายในยังดำเนินไปอย่างครบถ้วน เหมาะสม
  • หลักการที่ 17 องค์กรประเมินและสื่อสารข้อบกพร่องของการควบคุมภายในอย่างทันเวลาต่อบุคคลที่รับผิดชอบ ซึ่งรวมถึงผู้บริหารระดับสูงและคณะกรรมการตามความเหมาะสม

แบบประเมินถามว่ามีการตรวจสอบการปฏิบัติตามระบบที่วางไว้ โดยการประเมินตนเอง และ/หรือการประเมินอิสระโดยผู้ตรวจสอบภายใน (ข้อ 16.2) ความถี่ในการติดตามเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของกิจการ (ข้อ 16.3) มีการประเมินและสื่อสารข้อบกพร่อง และติดตามแก้ไขอย่างทันท่วงทีเมื่อผลการดำเนินงานแตกต่างจากเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญ (ข้อ 17.1) และข้อบกพร่องที่เป็นสาระสำคัญได้รับการรายงานพร้อมแนวทางแก้ไขและความคืบหน้าต่อคณะกรรมการ (ข้อ 17.2)

ตัวอย่างในงานบัญชี (สมมติ) ผู้จัดการบัญชีสอบทานใบกระทบยอดเงินฝากธนาคารที่พนักงานทำทุกเดือนแล้วลงนามกำกับ เป็นการติดตามที่แทรกอยู่ในงานประจำ ปีละครั้งกิจการตอบแบบประเมินทีละข้อเป็นการประเมินตนเอง และทำทะเบียนข้อบกพร่องที่ผู้สอบบัญชีแจ้ง ระบุผู้รับผิดชอบ กำหนดเสร็จ และสถานะ แล้วรายงานผู้บริหารจนแก้เสร็จ

ใช้แบบประเมินความเพียงพอของระบบการควบคุมภายในเป็นเช็กลิสต์อย่างไร

แบบประเมินของ ก.ล.ต. มีคำถามย่อยใต้ทั้ง 17 หลักการ ให้ตอบทีละข้อว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” จึงใช้เป็นเช็กลิสต์ทบทวนระบบควบคุมภายในของกิจการตัวเองได้ ดาวน์โหลดแบบประเมินได้ที่ แบบประเมินความเพียงพอของระบบการควบคุมภายใน ของสำนักงาน ก.ล.ต. (ไฟล์ PDF)

หน้าแรกของแบบประเมินวางแนวการใช้ไว้สำหรับบริษัทที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของแบบประเมิน ดังนี้

  • ใช้เป็นแนวทางประเมินหรือทบทวนความเพียงพอของระบบควบคุมภายในอย่างน้อยทุกปี และอาจทบทวนเพิ่มเติมเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่อาจกระทบการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ
  • การประเมินควรผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบและคณะกรรมการบริษัท
  • การตอบแต่ละข้อควรอยู่บนพื้นฐานของการปฏิบัติจริง
  • ข้อที่ยังขาดการควบคุมภายในที่เพียงพอ ไม่ว่าจะไม่มีระบบในเรื่องนั้นหรือมีแล้วแต่ยังไม่เหมาะสม ควรอธิบายเหตุผลและแนวทางแก้ไขไว้ด้วย

ขั้นตอนด้านล่างเป็นคำแนะนำของผู้เขียน ต่อยอดจากแนวการใช้ข้างบน

  1. ตอบตามที่ทำจริง ไม่ใช่ตามที่เขียนไว้ในนโยบาย ถ้ามีระเบียบเขียนไว้แต่ไม่มีใครทำตาม คำตอบที่ตรงความจริงคือ “ไม่ใช่”
  2. จดว่าแต่ละข้อตอบจากหลักฐานอะไร เช่น ตารางอำนาจอนุมัติฉบับที่ใช้อยู่ ใบกระทบยอดที่มีลายมือชื่อผู้สอบทาน หรือรายชื่อผู้มีสิทธิในโปรแกรมบัญชี ข้อที่ตอบว่า “ไม่ใช่” ก็จดว่าตรวจดูอะไรแล้วไม่พบ
  3. ข้อที่ตอบว่า “ไม่ใช่” ให้เขียนเหตุผลและแนวทางแก้ไขตามข้างบน แล้วเพิ่มผู้รับผิดชอบกับกำหนดเสร็จ และติดตามแบบเดียวกับข้อบกพร่องในองค์ประกอบที่ 5
  4. ข้อที่ไม่เข้ากับกิจการ ให้บันทึกว่าไม่เกี่ยวข้องพร้อมเหตุผล แบบประเมินเองก็มีข้อลักษณะนี้ คือข้อ 12.4 ที่เขียนว่าถ้าบริษัทไม่มีเงินลงทุนในบริษัทย่อยหรือบริษัทร่วม ไม่ต้องตอบข้อนี้ แต่ระวังแยกให้ออกระหว่างเรื่องที่ไม่มีอยู่ในกิจการจริง เช่น ไม่มีบริษัทย่อย กับเรื่องที่มีอยู่แต่ยังไม่ได้วางระบบ เรื่องแบบหลังนี้ หน้าแรกของแบบประเมินถือเป็นข้อที่ยังขาดการควบคุม จึงควรตอบว่า “ไม่ใช่” แล้วอธิบายเหตุผลและแนวทางแก้ไข
  5. ทบทวนซ้ำเมื่อกิจการเปลี่ยน เช่น เปลี่ยนโปรแกรมบัญชี เปิดสาขา หรือเปลี่ยนผู้บริหาร ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกับหลักการที่ 9

การควบคุมภายในกิจการขนาดเล็ก ใช้กรอบ COSO อย่างไร

แบบประเมินของ ก.ล.ต. ปรับมาให้เหมาะกับบริษัทจดทะเบียน คำถามหลายข้อจึงพูดถึงคณะกรรมการ คณะกรรมการตรวจสอบ ผู้ตรวจสอบภายใน หรือบริษัทย่อย ซึ่งกิจการขนาดเล็กอาจไม่มี ผู้เขียนเห็นว่าหลักของทั้ง 5 องค์ประกอบยังใช้ได้ ถ้าเปลี่ยนคำถามจาก “มีหน่วยงานนี้หรือไม่” เป็น “ใครทำหน้าที่นี้อยู่” เช่น หน้าที่กำกับดูแลของคณะกรรมการ ในกิจการเล็กคือเจ้าของกิจการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการ ส่วนหน้าที่ติดตามตามข้อ 16.2 ในกิจการเล็กอาจเป็นการประเมินตนเองโดยเจ้าของกิจการ และการประเมินอิสระอาจจ้างผู้ตรวจสอบภายในจากภายนอกเป็นครั้งคราว

การควบคุมขั้นต่ำที่ผู้เขียนแนะนำให้กิจการขนาดเล็กเริ่มก่อน โดยโยงกับหลักการในแบบประเมิน มีดังนี้

  • ตารางอำนาจอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษร ว่าใครอนุมัติอะไรได้ไม่เกินเท่าไร (หลักการที่ 3 และข้อ 10.2)
  • แยกคนอนุมัติ คนบันทึกบัญชี และคนถือเงินหรือทรัพย์สินออกจากกันเท่าที่ทำได้ ส่วนที่แยกไม่ได้ ให้เจ้าของกิจการสอบทานรายงานกับเอกสารอย่างสม่ำเสมอและเก็บหลักฐานการสอบทานไว้ (ข้อ 10.5) ถ้าแยกได้ไม่ครบ คำตอบข้อ 10.5 ตามจริงคือ “ไม่ใช่” และควรอธิบายเหตุผลกับแนวทางแก้ไขไว้ ตามแนวการใช้ในหน้าแรกของแบบประเมิน พร้อมระบุมาตรการชดเชยที่ใช้อยู่
  • กระทบยอดเงินฝากธนาคาร และตรวจนับเงินสดกับสินค้าคงเหลือเทียบกับบัญชีเป็นรอบ (หลักการที่ 10)
  • ให้สิทธิในโปรแกรมบัญชีตามหน้าที่ ไม่ใช้รหัสผู้ใช้ร่วมกัน และสำรองข้อมูลบัญชีพร้อมลองกู้คืนจริงเป็นครั้งคราว (หลักการที่ 11)
  • เก็บเอกสารสำคัญให้ครบถ้วนเป็นหมวดหมู่ (ข้อ 13.6)
  • เจ้าของกิจการสอบทานรายงานการเงินรายเดือน และติดตามข้อบกพร่องที่ผู้สอบบัญชีแจ้งจนแก้เสร็จ (หลักการที่ 16 และ 17)

ข้อจำกัดของการควบคุมภายใน

ผู้เขียนเห็นว่าระบบควบคุมภายในที่ดีลดความเสี่ยงได้ แต่รับประกันไม่ได้ว่าจะไม่มีความผิดพลาดหรือการทุจริตเลย หลักการที่ 10 เองก็เขียนว่ามาตรการควบคุมช่วยลดความเสี่ยงให้อยู่ใน “ระดับที่ยอมรับได้” ข้อจำกัดด้านล่างเป็นคำอธิบายของผู้เขียน โยงกับข้อในแบบประเมินเท่าที่มี

  • ผู้บริหารฝ่าฝืนระบบ (management override) ผู้มีอำนาจสั่งข้ามขั้นตอนที่วางไว้ได้ เช่น สั่งจ่ายเงินโดยไม่ผ่านการอนุมัติตามปกติ (ดูข้อ 8.1 ในองค์ประกอบที่ 2)
  • การสมรู้ร่วมคิด การแบ่งแยกหน้าที่ได้ผลเพราะคนต่างหน้าที่ตรวจสอบซึ่งกันและกัน ถ้าคนเหล่านั้นร่วมมือกัน การตรวจสอบนั้นก็ไม่ทำงาน
  • ความผิดพลาดของคน ผู้อนุมัติที่ลงนามโดยไม่เปิดดูเอกสาร หรือพนักงานที่ทำตามความเคยชินจนข้ามขั้นตอน ทำให้การควบคุมที่ออกแบบไว้ดีไม่เกิดผล
  • การเปลี่ยนแปลงที่ระบบไม่ได้ออกแบบไว้รองรับ การควบคุมที่ออกแบบสำหรับวิธีทำงานเดิมอาจใช้ไม่ได้เมื่อธุรกิจเปลี่ยน จุดนี้ตรงกับหลักการที่ 9
  • ต้นทุนเทียบกับประโยชน์ การควบคุมทุกขั้นมีต้นทุนทั้งเวลาและคน จึงควรเลือกให้เหมาะกับความเสี่ยงและลักษณะของกิจการ ตามที่ข้อ 10.1 ถามว่ามาตรการควบคุมเหมาะสมกับความเสี่ยงและลักษณะเฉพาะขององค์กรหรือไม่

ข้อจำกัดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้การควบคุมภายในไร้ประโยชน์ แต่อธิบายว่าทำไมจึงมีองค์ประกอบที่ 5 คอยติดตาม และทำไมสภาพแวดล้อมการควบคุม เช่น ความซื่อตรงของผู้บริหาร จึงสำคัญไม่น้อยกว่าตัวขั้นตอน

อ่านต่อเรื่องย่อยของการควบคุมภายใน

บทความนี้เป็นภาพรวมของทั้งกรอบ ถ้าต้องการลงรายละเอียดทีละเรื่อง อ่านต่อได้ตามองค์ประกอบ

ถ้าอยากเรียนกรอบนี้ต่อพร้อมกรณีศึกษา หลักสูตรอบรมออนไลน์ ความรู้พื้นฐานของระบบการควบคุมภายในสำหรับนักบัญชี ของ cpdclass มีบทเรียนเรื่ององค์ประกอบ 5 ด้านและหลักการทั้ง 17 ข้อของกรอบ COSO รวมถึงประโยชน์และข้อจำกัดของระบบควบคุมภายใน เช่น Management Override การทุจริตแบบสมรู้ร่วมคิด และหลักต้นทุนคุ้มค่า หลักสูตรนี้นับชั่วโมงด้านการบัญชี 3 ชั่วโมง ได้ทั้งผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชี ราคา 300 บาท รอบไตรมาส 4/2569 เปิดรับสมัครถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2569 และต้องเรียนและสอบให้ผ่านภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2569 หนังสือรับรองจะออกหลังเจ้าหน้าที่ตรวจภาพยืนยันตัวตนระหว่างเรียน จึงควรเรียนให้จบล่วงหน้า ชั่วโมงจากหลักสูตรนี้ยังไม่ครบเกณฑ์ชั่วโมงทั้งปีของทั้งสองกลุ่ม

บทความนี้เรียบเรียงกรอบ COSO จากแบบประเมินความเพียงพอของระบบการควบคุมภายใน ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งจัดทำตามแนวคิดของ COSO ที่ปรับปรุงเมื่อเดือนพฤษภาคม 2556 ตัวอย่าง ขั้นตอนการใช้แบบประเมิน การปรับใช้กับกิจการขนาดเล็ก และคำอธิบายข้อจำกัด เป็นตัวอย่างสมมติและความเห็นของผู้เขียน กรอบ COSO เป็นกรอบแนวคิดของสถาบันวิชาชีพ ไม่ใช่กฎหมาย บทความนี้ไม่ครอบคลุมเรื่องว่ากิจการใดมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องจัดให้มีหรือต้องประเมินระบบควบคุมภายใน และแบบประเมินอาจมีการปรับปรุง แนะนำให้ตรวจสอบฉบับล่าสุดจากสำนักงาน ก.ล.ต. ก่อนนำไปใช้

เปิดอ่านเอกสารต้นฉบับ: แบบประเมินความเพียงพอของระบบการควบคุมภายใน ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ไฟล์ PDF บนเว็บไซต์ ก.ล.ต.)

คำถามที่พบบ่อย

การควบคุมภายในคืออะไร

การควบคุมภายในคือระบบและขั้นตอนที่กิจการวางไว้ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมาย ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ป้องกันทรัพย์สินจากการทุจริตและความเสียหาย และทำให้บัญชีกับรายงานถูกต้องน่าเชื่อถือ (สรุปจากหน้าแรกของแบบประเมินความเพียงพอของระบบการควบคุมภายในของ ก.ล.ต.) ตัวอย่างในงานบัญชี เช่น การอนุมัติก่อนจ่ายเงิน การแยกคนบันทึกบัญชีออกจากคนถือเงิน และการกระทบยอดเงินฝากธนาคารรายเดือน

COSO คืออะไร

COSO ย่อมาจาก The Committee of Sponsoring Organizations of the Treadway Commission เป็นคณะกรรมการร่วมของสถาบันวิชาชีพ 5 แห่ง ได้แก่ AICPA, IIA, FEI, AAA และ IMA แบบประเมินความเพียงพอของระบบการควบคุมภายในของ ก.ล.ต. จัดทำตามแนวคิดของ COSO ที่ปรับปรุงกรอบเมื่อเดือนพฤษภาคม 2556 โดยแบ่งคำถามเป็น 5 องค์ประกอบ 17 หลักการ ตัวกรอบของ COSO จึงเป็นแนวคิดของสถาบันวิชาชีพ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย แต่สำนักงาน ก.ล.ต. นำมาใช้เป็นโครงของแบบประเมินนี้

การควบคุมภายในตามกรอบ COSO มี 5 องค์ประกอบ 17 หลักการอะไรบ้าง

แบบประเมินความเพียงพอของระบบการควบคุมภายในของ ก.ล.ต. ซึ่งจัดทำตามกรอบ COSO ฉบับปรับปรุงปี 2556 แบ่งการควบคุมภายในเป็น 5 องค์ประกอบ รวม 17 หลักการ คือ สภาพแวดล้อมการควบคุม หลักการที่ 1 ถึง 5 การประเมินความเสี่ยง หลักการที่ 6 ถึง 9 กิจกรรมการควบคุม หลักการที่ 10 ถึง 12 ข้อมูลและการสื่อสาร หลักการที่ 13 ถึง 15 และการติดตาม หลักการที่ 16 และ 17

แบบประเมินความเพียงพอของระบบการควบคุมภายในของ ก.ล.ต. ใช้ทำอะไร

แบบประเมินความเพียงพอของระบบการควบคุมภายในเป็นเครื่องมือที่สำนักงาน ก.ล.ต. จัดทำตามแนวคิดของ COSO ให้บริษัทใช้ประเมินความเพียงพอของระบบการควบคุมภายในด้วยตนเอง มีคำถามย่อยใต้ 17 หลักการให้ตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ ตอบตามการปฏิบัติจริง และข้อที่ยังขาดการควบคุมที่เพียงพอควรอธิบายเหตุผลและแนวทางแก้ไขไว้ด้วย แบบประเมินปรับให้เหมาะกับบริษัทจดทะเบียนไทย ผู้เขียนเห็นว่ากิจการอื่นใช้เป็นเช็กลิสต์ทบทวนระบบได้ โดยปรับข้อที่ไม่เข้ากับโครงสร้างของตัวเอง

การแบ่งแยกหน้าที่ในการควบคุมภายในควรแยกงานอะไรบ้าง

แบบประเมินความเพียงพอของระบบการควบคุมภายในของ ก.ล.ต. ข้อ 10.5 ถามว่ากิจการแบ่งแยกหน้าที่ 3 ด้านออกจากกันโดยเด็ดขาดเพื่อตรวจสอบซึ่งกันและกันหรือไม่ คือ หน้าที่อนุมัติ หน้าที่บันทึกรายการบัญชีและข้อมูลสารสนเทศ และหน้าที่ดูแลจัดเก็บทรัพย์สิน ตัวอย่างของผู้เขียน เช่น คนอนุมัติจ่ายเงินไม่ควรเป็นคนบันทึกบัญชีหรือคนถือเงิน สำหรับกิจการที่คนน้อยจนแยกได้ไม่ครบ ผู้เขียนแนะนำให้เจ้าของกิจการสอบทานและเก็บหลักฐานไว้เป็นมาตรการชดเชย

การควบคุมภายในที่ดีป้องกันการทุจริตได้ทั้งหมดไหม

ไม่ได้ หลักการที่ 10 ในแบบประเมินความเพียงพอของระบบการควบคุมภายในของ ก.ล.ต. เขียนว่ามาตรการควบคุมช่วยลดความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงหมดไป ผู้เขียนเห็นว่ายังมีข้อจำกัด เช่น ผู้บริหารสั่งข้ามขั้นตอนที่วางไว้ (management override) คนต่างหน้าที่ร่วมมือกันทุจริต ความผิดพลาดของคน และการเปลี่ยนแปลงที่ระบบไม่ได้ออกแบบไว้รองรับ กิจการจึงควรติดตามและทบทวนระบบควบคุมภายในเป็นระยะ

เกี่ยวกับผู้เขียน

Sornron Thongprasert

Internal Control Design & Implementation | Internal Audit and IT Audit | Enterprise Risk Management (ERM) Advisory | Accounting and Tax Advisory Services | Personal Data Protection Act (PDPA) Consulting | Corporate Governance and Compliance

อยากเก็บชั่วโมง CPD ให้ครบปีนี้?

ดูคอร์สอบรมออนไลน์ของ cpdclass — เรียนจบและเจ้าหน้าที่ตรวจยืนยันตัวตน รับหนังสือรับรองไว้แจ้งชั่วโมงด้วยตนเอง

ดูคอร์สทั้งหมด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ปกบทความนับสต็อกสิ้นปีทำอย่างไร พร้อมเช็กลิสต์ ตัวอย่างผลนับเทียบยอดในระบบ และ 3 ช่วงก่อนนับ วันนับ หลังนับ
การควบคุมภายใน

นับสต็อกสิ้นปี การตรวจนับสินค้าคงเหลือทำอย่างไร ใบตรวจนับควรมีอะไร นับไม่ตรงทำอย่างไร พร้อมเช็กลิสต์

คู่มือนับสต็อกสิ้นปีสำหรับผู้ทำบัญชีและเจ้าของกิจการ SME ตั้งแต่วางแผนและแบ่งหน้าที่ หยุดการเคลื่อนไหวและตัดยอด ใบตรวจนับสินค้าคงเหลือกับทะเบียนคุมใบนับใน Excel ควรมีคอลัมน์อะไร นับไม่ตรงหาสาเหตุและขออนุมัติอย่างไร ตัวอย่างบันทึกบัญชีปรับปรุงระบบ Perpetual กับ Periodic และเช็กลิสต์สรุป

Sornron Thongprasert
ปกบทความเงินสดย่อย (Petty Cash) บันทึกบัญชีอย่างไร ตัวอย่างวงเงินสมมติ 5,000 บาท และขั้นตอนตั้งวงเงิน เบิกจ่าย เติมเงิน
การควบคุมภายใน

เงินสดย่อย (Petty Cash) คืออะไร มีกี่ระบบ บันทึกบัญชีอย่างไร พร้อมใบเบิกและวิธีคุมไม่ให้เงินหาย

คู่มือเงินสดย่อยสำหรับผู้ทำบัญชีและเจ้าของกิจการ SME ตั้งแต่เลือกระบบ ตั้งวงเงิน เบิกและเติมเงิน ตัวอย่างการบันทึกบัญชีระบบวงเงินคงที่ทั้งกรณีเงินขาด เงินเกิน และปรับวงเงิน ใบเบิกควรมีช่องอะไร ทำทะเบียนด้วย Excel อย่างไร และการควบคุมขั้นต่ำที่ใช้ได้แม้มีพนักงานไม่กี่คน

Sornron Thongprasert
จัดลำดับ C-I-A ให้ตรงกับธุรกิจ จุดเริ่มต้นของการออกแบบการควบคุมภายในด้านไอที
การควบคุมภายใน

จัดลำดับ C-I-A ให้ตรงกับธุรกิจ จุดเริ่มต้นของการออกแบบการควบคุมภายในด้านไอที

บทความนี้อธิบายว่า C-I-A คืออะไร ทำไมลำดับความสำคัญจึงต่างกันไปตามประเภทธุรกิจ พร้อมตัวอย่างการจัดลำดับที่ใช้บ่อย และวิธีแปลงลำดับที่ได้ไปเป็นการควบคุมภายในด้านไอทีที่ตรวจสอบได้จริง

Sornron Thongprasert